Ann's profileBantifulPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Bantifulคิดเล่น ๆ เขียนเล่น ๆ อ่านแล้วเย็นใจ May 26 แฟนฉันคุณเคยมีหวานใจสมัยเด็กหรือไม่?
คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยมี อารมณ์แบบปั๊ปปี้เลิฟ กุ๊กกิ๊กน่ารักสมัยประถม หรืออาจอนุโลมให้ลากยาวมาถึง ม.ต้นได้
เป็นความรักแบบขำขำ ไม่ได้ถือเป็นจริงเป็นจังอะไร แต่นึกถึงทีไรก็อดจั๊กกะจี้หัวใจไม่ได้ เหมือนหนังเรื่องแฟนฉัน อะไรเทือก ๆ นั้น
คิดไหมคะว่าการมีหวานใจวัยเด็กก็เหมือนกับการซื้อหวย ตอนเด็กคบกันไปก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วจะออกหัวออกก้อย มั้นโตขึ้นจะหล่อมั๊ยว๊า.. (แบบว่าหน้าตายังไม่แตกหนุ่มไง ยังเดาเค้าหน้าไม่ออก) หรือว่าโตขึ้นมันจะเป็นคนนิสัยยังไงวะ จะคนหรือจะฟายก็ยังไม่รู้ แถมโตมาแล้วจะมีการมีงานทำเปล่าก็ไม่รู้อีก
แต่ก็นะ.. ตอนเด็ก ๆ ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้หรอก พอโตขึ้นแล้วกลับมาคิดนี่สิ อดขำไม่ได้ เห็นคนที่เค้าคบกับแฟนมาเป็นสิบปี ตั้งแต่ ม.ปลาย จนเข้ามหาลัย แล้วลากไปจนทำงาน และแต่งงานกันในที่สุด เค้าจะรู้สึกยังไงนะ...
1. ชั้นโชคดีสุด ๆ เลยที่ซื้อหวยถูก ตอนเด็ก ๆ ดูดี โตขึ้นมาก็ยังพอไปวัดไปวาได้ หน้าที่การงานก็โอเค เป็นสามีที่ดีๆได้ หรือ
2. เซ็งเป็ด ยิ่งโตหน้ายิ่งเหียก ตอนเด็กเห็นมันน่ารักได้ไงวะเนี่ย แต่เอาวะ ยังไงมันก็เป็นคนดี แถมยังคบกันมาตั้งนานปีดีดัก จะมาขอเลิกตอนนี้เพราะมันไม่หล่อมันจะว่าเราได้ คบ ๆ กันไปละกัน หรือ
3. โตมาแล้วเลวโคตะระเลยว่ะ ถ้าเทียบกับหวยก็ต้องถือว่าแทงผิดอย่างจังโดนกินหมดตัว อย่างนี้มันต้องถอน (ตัว)!
อืม.. เคยคิดสงสารคนที่เค้ามีแฟนคนเดียวมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กเหมือนกัน รู้สึกว่าเค้าสูญเสียโอกาสที่จะได้ศึกษาผู้คนมากมายในโลกนี้ไปโขเลย ทั้งชีวิตเจอผู้ชายอยู่คนเดียวแล้วจะรู้ได้ไงว่าเค้าดีที่สุดแล้วสำหรับเรา หรือว่าพอเจอคนที่ใช่แล้ว ก็ใช่เลย พอ จบข่าว ไม่ต้องเปรียบเทียบเพื่อหาคนที่ใช่กว่าอีก? อืม...จะว่าไปแล้วเค้าก็อาจจะสมเพชเราอยู่เหมือนกันก็ได้นะที่ไม่มีโอกาสได้เจอรักแท้และรักเดียวในชีวิตอย่างที่เค้าเจอ มองต่างมุมก็ต่างความเห็นเนอะ
March 31 เช็คช่วยชาติบทความนี้ไม่ได้เขียนเอง แต่อ่านที่คุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนซีไรต์สองสมัย เขียนไว้ อ่านแล้วชอบใจอยากให่เพื่อน ๆ ได้อ่านบ้างเลยขอเอามาแปะซ้า...
เช็คช่วยชาติ
จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ กล่าวสุนทรพจน์ในวันสาบานตัวรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 มกราคม 2504 ท่อนหนึ่งว่า "จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะทำอะไรเพื่อประเทศของท่าน" (Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country.) บางทีเราอาจถือโอกาสที่เทศกาลแจก 'เช็คช่วยชาติ' ของทางราชการกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ตั้งคำถามอย่างเดียวกับที่เคนเนดี้เคยกล่าวไว้เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ขณะที่ประเทศกำลังช่วยประชาชนด้วย "cheque" เราทุกคนก็สามารถช่วยประเทศโดยการ "check" เช่นกัน! และนี่คือรายการ 'เช็ก' ช่วยชาติ : - ท่านรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงหรือไม่? ประเทศที่พลเมืองรวมมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากจะดีต่อแต่ละปัจเจกแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดค่ายาต่างๆ จำนวนมหาศาลต่อปี เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้สบายๆ - ท่านเป็นผู้ร่วมก่อมลพิษหรือไม่? ช่วยกันลดมลภาวะ ช่วยกันปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น เพื่อให้อากาศและสภาพแวดล้อมของเราสะอาดขึ้น ทำให้สุขภาพของทุกคนดีตามไปด้วย ผลก็คือนอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ปลอดจากโรคภูมิแพ้ ยังประหยัดค่าหมอและยาจำนวนมาก - ท่านช่วยชาติประหยัดพลังงานหรือไม่? ช่วยกันประหยัดพลังงาน ช่วยรีไซเคิลสิ่งของที่ใช้ซ้ำได้ ถึงแม้ว่าท่านจะมีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ฯลฯ แต่การใช้พลังงานเกินความจำเป็นทำให้ประเทศต้องแบกรับภาระที่ไม่สมควร เพียงประหยัดคนละนิด ทำให้ประเทศชาติแข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย - ท่านยินดีให้ผู้อื่นจูงจมูกหรือไม่? เลิกเชื่ออะไรง่ายๆ เลิกฝันกลางวันว่าจะได้เงินทองง่ายๆ รู้ทันพ่อค้าและนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ รู้จักอ่านระหว่างบรรทัด ท่านจะประหยัดเงินทองและเวลามหาศาล เงินและเวลานี้ทำให้ท่านสร้างตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุดก็ทำให้ประเทศแข็งแรง - ท่านชอบเติมขยะเข้าไปในหัวหรือไม่? เลิกเสพข่าวสารไร้คุณภาพ เลิกสนใจเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน ทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น มีเวลาเหลือไปทำงานที่เป็นงาน ที่สำคัญก็คือสุขภาพจิตดีขึ้นทันตาเห็น - ท่านยังชอบดื่ม 'น้ำร้อนน้ำชา' หรือไม่? คอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งร้ายที่สุดของประเทศ เป็นการทรยศต่อชาติอย่างหนึ่ง อย่าให้เสียแรงที่บรรพบุรุษอุตส่าห์สละเลือดเนื้อสร้างชาติของเราขึ้นมา ขจัดมะเร็งร้ายออกจากตัวเอง ภูมิใจกับการหาเงินอย่างถูกทำนองคลองธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ดีต่อไป - ท่าน 'ติดยา' หรือไม่? ลด-ละ-เลิกสารเสพติด ตั้งแต่ยาเสพติด ไปจนถึงสิ่งเสพติดรูปแบบอื่นๆ เช่น บริโภคนิยม การกำจัดขยะนี้ออกจากตัวช่วยประหยัดทั้งเงินทองและเวลา - ท่านยังรอฟ้าประทานหรือไม่? ประเทศที่พลเมืองงมงายในอำนาจเหนือธรรมชาติสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยิ่ง เพราะทุกเรื่องในชีวิตต้องรอฟ้าประทาน ลด-ละ-เลิกความงมงาย และลงมือทำงาน จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม - ท่านมีความรู้เท่ากับตอนออกจากรั้วโรงเรียนเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่? อัพเกรดตัวเองให้ฉลาดขึ้นเก่งขึ้น ประเทศที่มีคนฉลาดจำนวนมากจะก้าวหน้าไกลด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่คิดแต่รอต่างประเทศ คนฉลาดยังรู้ทันคน ทันโลก รู้ทันค่านิยมเชิงลบต่างๆ ไม่ถูกใครหรือระบบใดจูงจมูกง่ายๆ ใช่! จงอย่าถามว่าประเทศของท่านจะทำอะไรเพื่อท่าน จงถามว่าท่านจะเริ่ม 'เช็ก' ตัวเองและมาช่วยชาติกันเมื่อไร วินทร์ เลียววาริณ 28 มีนาคม 2552 March 14 สวยเลือกได้(บทพูดของการ์ตูนข้างบน ในกรณีที่อ่านไม่ชัด)
วานวาน:เคยได้ยินผู้ชายพูดอย่างงี้...
ชาย: ทำไมผู้หญิงต้องแต่งหน้าด้วย สวยธรรมชาติก็พอแล้ว
วานวาน: (ไม่แต่งหน้า โทรมสุด ๆ)
ชาย: จ๊าก! ผีเข้าหรือเสี้ยนยามาเนี่ย?
ชาย:ผู้หญิงใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้นน่ารักที่ซู้ด
วานวาน: (ใส่สายเดี่ยวกระโปรงสั้น ดูล่ำสุด ๆ )
ชาย:(ทำหน้าเหยียดหยาม) จะใส่อะไรก็ดูหุ่นตัวเองหน่อยสิ
วานวาน: (ยัวะสุด ๆ) ทฤษฎีพวกนี้ใช้ได้เฉพาะผู้หญิงที่เกิดมาสวยเลือกได้เท่านั้นแหละ! ไม่รู้จริงก็อย่าพูดมั่ว ฉันลองทำมาทุกอย่างแล้ว!!
.......
ว่าจะไม่อัพบล็อกสักพักแล้วเชียว แต่พอไปเห็นการ์ตูนเล่มใหม่ของ วาน วาน หน้านี้แล้วก็อดเอามาแบ่งปันไม่ได้ รู้สึกว่าโดนแฮะ เคยโดนเหมือนกัน อยากจะบอกว่าผู้ชายน่ะมีความเข้าใจเรื่องพวกนี้ต่ำจริง ๆ วันนั้นนั่งมอไซค์รับจ้างหน้าปากซอย พอไปถึงที่หมาย กำลังจะจ่ายเงิน ลุงคนขับก็มองหน้าเราแล้วชมว่า "หนูนี่สวยดีนะ ไม่ใช่สวยแบบดารานะ แต่สวยเป็นธรรมชาติ ลุงว่าผู้หญิงเนี่ยไม่ต้องแต่งหน้าหรอก ปล่อยเป็นธรรมชาติแบบหนูนี่ล่ะ ลุงว่าสวยดี"
โห.. ตอนแรกแอบปลื้ม แต่ฟังไปฟังมาแทบจะหัวเราะพรืด ก็แหมคุณลุงคะ เมื่อเช้านี้กว่าหนูจะออกจากบ้านได้ ก็ต้องเสียเวลาประโคมโหมแต่ง ทั้งแป้งสีนู้ดแบบธรรมชาติ คอนซีลเลอร์ใต้ตา ลบรอยหมองคล้ำ อายแชโดว์สีพาสเทลแบบอ่อนเป็นธรรมชาติ และบรัชออนสีอมชมพูระเรื่อแบบมีเลือดฝาด ตามด้วยลิปกลอสอีกนิดให้ปากดูชุ่มชื้น กว่าจะได้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติเยี่ยงนี้ ไม่ใช่ง่าย ๆ นะคะลุง
เฮ้อ.. ฤาผู้ชายจะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ปล่อยหน้าให้เป็นไปตามธรรมชาติ (ซึ่งโดยมากมักลงเอยด้วยการถูกทักว่าโทรม) กับผู้หญิงที่ดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ (ซึ่งเกิดจากฝีมือการแต่งหน้าขั้นเทพ) นั้นเป็นคนละสปีชี่ส์กัน?
จะบอกให้ว่าในโลกนี้ ผู้หญิงขี้เหร่น่ะไม่มีหรอก มีก็แต่ผู้หญิงขี้เกียจ (แต่งหน้า) เท่านั้นแหละ
February 23 ขอลากิจถึงแฟนนานุแฟนบล็อกที่เคารพรัก เนื่องด้วยบัดนี้ภารกิจทีสิสรัดตัว (รัดติ้วจริง ๆ) จึงขอลากิจจากการอัพบล็อกสักเดือนนะคะ ขืนยังทำเปรี้ยวเขียนบล็อกไม่เลิก อาจจะจบไม่ทันสิ้นเทอมนี้ก็เป็นได้ นี่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะสอบดีเฟนซ์เดือน เม.ย.นี้ สอบผ่านเมื่อไหร่ จะให้อีชั้นอัพเช้าอัพเย็นก็ยังไหว (ที่พูดนี่ บล็อกนะคะ) แต่ตอนนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วเจอกันเมื่อสอบผ่านแล้วนะจ๊ะ February 02 สาเหตุที่เราส่ายหน้าเคยทราบกันไหมว่าทำไมเราจึงส่ายหน้าเมื่อต้องการปฏิเสธ? ทำท่าอื่นไม่ได้หรือ ทำไมไม่เอียงคอ เงยหน้า ผงก ๆ แลบลิ้น หรือทำท่าอื่น ๆ ทำไมต้องส่ายหน้าเท่านั้นเมื่อเรา say no??
ดิชั้นรู้ค่ะและวันนี้จะมาไขความจริงให้ฟัง การส่ายหน้าเกิดขึ้นในสมัยที่มนุษย์เราวิวัฒนาการมาในยุคต้น ๆ เลยทีเดียว และเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวเรามาตั้งแต่สมัยเป็นทารกเลยล่ะ
อันนี้ดิชั้นวิเคราะห์วิจัยมาจากประสบการณ์ตรงกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนวัย 1 ขวบเลยเชียวนา
การส่ายหน้าเริ่มมาจากพฤติกรรมการเบื่ออาหารของเด็กทารกค่ะ เมื่อเด็กเบื่ออาหาร เวลาแม่ป้อนข้าวเด็กก็จะส่ายหน้า ลองนึกภาพดูนะคะ เวลามีช้อนข้าวมาจ่ออยู่ใกล้ปากเนี่ย ถ้าคุณไม่อยากกินแต่คุณพูดอธิบายไม่ได้ คุณจะทำอย่างไรเพื่อปฏิเสธไม่ให้ช้อนนั้นยัดเข้าปากคุณได้ ก็ส่ายหน้าสิคะเพื่อให้เจ้าช้อนนั้นหลุดไปจากริมฝีปากนั่นเอง ถามว่าพยักหน้าหรือผงกหัวแทนไม่ได้หรือ ตอบว่าไม่ได้ค่ะ เพราะถ้าผงกหัวขึ้นลง ช้อนข้าวจะทิ่มจมูกเอาค่ะ ดังนั้นวิธีการหันหน้าหนีข้าวที่ดีที่สุดคือการส่ายหน้า ซ้าย-ขวา ค่ะ ฟันธง โชะ! ดิชั้นเฝ้าสังเกตจนสรุปได้เลยค่ะ เจ้าตัวเล็กที่บ้านเนี่ยตอนแรกยังส่ายหน้าปฏิเสธอะไรไม่เป็นหรอกค่ะ แต่พอเริ่มเบื่ออาหาร ส่ายหน้าหนีช้อนบ่อย ๆ เข้า ก็เริ่มปฏิเสธเป็น คือพอเค้าหันหน้าหนีช้อนเราก็จะเลิกป้อนไงคะ เค้าเลยเรียนรู้ว่าถ้าเค้าส่ายหน้า คุณแม่จะเลิกทำกิจกรรมการป้อนข้าวที่เค้าไม่ชอบ ทีนี้เลยได้ใจจำไปใช้กับกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย เดี๋ยวนี้เอะอะอะไรก็ต้องส่ายหน้าประจำ จนคุณยายตั้งฉายาให้ว่า "เจ้าหนูพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า" ไปแล้ว
เป็นไงคะ ทิดสะดีของอิชั้น ใช้ได้มั้ย?? ก็คิดไปเรื่อยอ่ะนะตามประสาคนสมองอยู่ไม่สุข January 21 ดีใจที่ได้เขียนบล็อกรู้สึกดีที่ได้กลับมาอัพเดทบล็อกอีกครั้ง รู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเองอีกครั้งและมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น ไม่ได้เขียนอะไรมาเป็นปีแล้วหลังจากที่ถูกผีแม่ลูกอ่อนเข้าสิง ชีวิตนี้มีก็ไว้เพื่อลูกเท่านั้น ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป ขนาดงาน reunion เรือ ที่เฝ้ารอคอยมาเป็นปีก็ยังไปไม่ได้
จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าไม่อยากนะ แต่ตารางเวลามันไม่เอื้ออำนวย เด็กทารกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ demanding มาก ๆ (กระแดะใช้ภาษาอังกฤษตามประสาเมียฝรั่ง แปลเป็นไทยว่ามีความต้องการสูงมาก ๆ จะเอานู่น จะเอานี่) ดังนั้นปริมาณงานในแต่ละวันของฉันจึงมากเกินกว่าที่เวลา 24 ชั่วโมงจะรับไหว (จำได้ว่าตั้งแต่ลูกเกิดมาไม่เคยมีคืนไหนที่ได้นอนเต็มอิ่มเลย) ไหนจะงานประจำอย่างการดูแลลูก ไหนจะงานจำเป็นต้องทำอย่างทีสิส ดังนั้นงานที่ทำเพราะใจรักอย่างการเขียนบล็อกเลยต้องรอไปก่อน พอมีเวลาว่างปุ๊บก็ไม่มีกะใจจะมานั่งเขียนอะไรหรือออกไปเจอใครแล้วมันเหนื่อยจนอยากจะนอนอยู่บ้านอย่างเดียว
อย่าว่าแต่จะเอาเวลามาเขียนบล็อกเลย เวลาจะดูแลตัวเองก็ยังไม่มี เสื้อผ้าหน้าผมแทบดูไม่ได้ ฉันไม่ได้แต่งหน้ามาเป็นปีแล้ว เสื้อผ้าหยิบชุดไหนได้ก็ใส่ ๆ ไป แบบ mix แอนด์ไม่ match บางทียังไม่มีเวลารีดด้วยซ้ำ ชีวิตตกต่ำสุดขีด จนวันหนึ่งได้คุยกับนางบ๊อบบี้ เพื่อนหนุ่มหัวใจสาวชาวฟิลิปปินส์ เพื่อนรักผู้คงคอนเซ็ปท์เลิศตลอดกาล นางบ็อบบี้ได้มาเห็นรูปถ่ายสารรูปล่าสุดของฉันถึงกับตบอกผาง รับไม่ได้ในสภาพที่เหมือนอึ่งพันปีของฉันเป็นที่สุด เลยโดนหล่อนเทศนามาว่า
"I know you are busy and preoccupied with Gavin, but you must not forget to stay fab no matter what!" แปลเป็นไทยได้ว่า "ชั้นรู้ว่าหล่อนยุ่งและก็วุ่นอยู่กับกวินทั้งวัน แต่ไม่ว่าจะยังไงหล่อนก็ต้องไม่ลืมที่จะทำตัวให้เริ่ดตลอดเวลาด้วยนะยะ!"
เออ.. จริงของมัน จะว่าไปแล้วการดูแลลูกอย่างเดียวโดยไม่เอาเวลาว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันไปดูแลตัวเองหรือทำอะไรเพื่อตัวเองเลย เอาไปนอนพักเอาแรงอย่างเดียวนั้นถือว่าผิดมหันต์ เพราะเวลาเราทำเพื่อลูกมาก ๆ เข้า โดยไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบเพื่อตัวเองเลย เราจะเริ่มสะสมความรู้สึกที่ว่าเราต้องเสียสละอะไรไปมากมายเหลือเกินในชีวิตนี้ จากที่เคยชอบแต่งตัวสวย ๆ ชอบแต่งหน้า ชอบไปพบปะเพื่อนฝูง ชอบทำกับข้าว ชอบช็อปปิ้ง ชอบจัดปาร์ตี้ที่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนบล็อก ก็ไม่ได้ทำแล้วเพราะมีลูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองทั้งนั้น เมื่อต้องเสียสละสิ่งเหล่านี้ไป เราก็จะสูญเสียความสุขกับตัวเองไปด้วย ทีนี้แม้จะเอาเวลาว่างไปนอนจนหนำใจ ก็ไม่สามารถทดแทนความสุขที่หายไปได้อยู่ดี
วันนี้ฉันกลับมาแล้ว กลับมาเขียนบล็อก กลับมาช็อปปิ้ง กลับมาพิถีพิถันในการแต่งเนื้อแต่งตัว ออกไปเจอเพื่อน ๆ มากขึ้น และรู้สึกดีกับชีวิตนี้มากขึ้น น่าแปลกที่แม้ว่าจะยุ่งอยู่อย่างเดิม ทีสิสก็ยังหนัก เลี้ยงลูกก็ยังเหนื่อย แต่มันกลับมีความสุขมากขึ้นกว่าเก่าหลายเท่านัก ต้องขอบคุณนางบ็อบบี้จริง ๆ ที่เตือนสติ
อยากให้หลายคนที่ต้องทำงานหนักไม่ลืมที่จะหาความสุขใส่ตัวบ้างนะคะ วันละเล็กละน้อย เก็บความสุขใส่ธนาคารไว้ จะได้มีแรงสู้ชีวิตต่อไป (เบ๋ย)
"You might work hard. You might be busy. But you must NOT compromise your style!" อย่าลืมที่จะเป็นตัวของตัวเองนะคะ
January 20 สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ชาเขียวนะมาชะอยู่หนใด?
ดิชั้นติดอกติดใจเครื่องดื่มแบรนด์ดังจากแดนอาทิตย์อุทัยชนิดนี้มาได้สักพักแล้ว ค่าที่มันรสดีเข้มข้นกว่าอีกหลายยี่ห้อที่วางขายกันตามท้องตลาด ดื่มแล้วได้รสชาจริง ไม่ใช่จืดชืดเป็นน้ำล้างขวดชาอย่างหลาย ๆ ยี่ห้อ (อันนี้เป็นความชอบส้วนบุคคล ไม่ได้มาโฆษณาชวนเชื่อชวนซื้อแต่อย่างใด)
แต่ปัญหาก็คือ หาซื้อยากมาก ๆ ที่เซเว่นไม่มี ที่มินิมาร์ทใกล้บ้านก็ไม่มี ที่ตั้งฮั้วเส็งใกล้ห้องแล็บก็ไม่มี ที่ห้างแฟรี่พลาซ่าแถวบ้านก็ไม่มี ร้านโชห่วย ร้านชำ ร้านเล็ก ร้านใหญ่ ที่ไหน ๆ ก็ไม่มี
โอ.. ชาเขียวนะมาชะ ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้
January 15 เมียฝรั่งตามที่สัญญาไว้ กลับมาบทนี้พร้อมกับเรื่องของพี่สุภาพร หญิงผู้เปลี่ยนทัศนคติของฉันต่อคำว่า "เมียฝรั่ง" อย่างสิ้นเชิง
ก่อนจะเข้าเรื่องขอถามคนอ่านหน่อยเถอะว่าคิดอย่างไรกับคำว่า "เมียฝรั่ง"? ลองตอบกันดูเล่น ๆ ในใจ คิดว่าหลายคนก็คงจะคิดแตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมแล้วคอนเซ็ปต์หลัก ๆ มักไม่ทิ้งกันมากนัก เมียฝรั่งมักจะเป็นสาวไทยร่างเล็ก นมใหญ่ ตัวดำเป็นเหนี่ยง แต่งตัวล่อตะเข้ พูดภาษาอังกฤษแบบที่เขาเรียกกันว่า "ภาษาอังกฤษเมียเช่า" และที่ขาดไม่ได้คือต้องควงมากับฝรั่งแก่พุงพลุ้ย
ฉันก็เป็นเมียฝรั่ง และเมื่อก่อนทุกครั้งที่ถูกชาวบ้านเรียกว่า "เมียฝรั่ง" ฉันมักจะไม่พอใจเท่าไหร่ ด้วยรู้ว่าผู้พูดมีเจตนาหมายความว่าอย่างไร ด้วยความที่ตัวไม่มีลักษณะทางกายภาพใด ๆ ที่ดูแล้วเข้ากับภาพลักษณ์เมียฝรั่งที่กล่าวมาแล้ว (ด้วยว่าตัวใหญ่ นมเล็ก ตัวไม่ดำ แต่งตัวไม่โป๊ พูดภาษาอังกฤษปร๋อ และสามีฝรั่งก็ไม่แก่ ไม่อ้วน) ประกอบกับมั่นใจในระดับการศึกษาและหน้าที่การงานของตน จึงเกิดอหังการ์และมักขีดเส้นกั้นระหว่าง "เมียฝรั่งทั่วไป" และ "เมียฝรั่งแบบฉัน" เอาไว้ให้อยู่คนละขั้นกัน อาจจะฟังดูจิตใจคับแคบ ..ไม่ขอเถียงค่ะ เพราะในด้านชั่วของจิตใจเคยคิดอย่างนั้นจริง ๆ จนวันหนึ่งฉันได้พบกับพี่สุภาพร เมียฝรั่งสเตอริโอไทป์ของแท้ ที่มีอะไรมากกว่าที่ฉันเคยรู้จัก
พี่สุภาพรอายุ 43 ปี เป็นแม่หม้ายลูกติด ทำงานเป็นพนักงานนั่งดริ้งค์ในบาร์ที่ภูเก็ต (แค่เริ่มเรื่องก็เข้าสูตรสเตอริโอไทป์แล้วเห็นไหม) ฉันเจอกับพี่สุภาพรตอนที่นั่งรอรถทัวร์กลับบ้านที่ขอนแก่นเหมือนกัน พี่สุภาพรมากับแฟนฝรั่งชาวอิตาลี วัย 65 อ้วนตุ๊ต๊ะ และทั้งคู่แทบจะพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้เลย จะคุยกันทีต้องออกท่าออกทางชี้นกชี้ไม้ใช้อวัจนภาษาเข้าช่วยเต็มพิกัด พี่สุภาพรเล่าให้ฟังว่าแกกำลังจะพาแฟนกลับไปเยี่ยมบ้านที่ขอนแก่น แกเพิ่งคบหาดูใจกับแฟนได้ไม่กี่เดือนและตั้งใจจะแต่งงานกันก็เลยต้องพาแฟนไปไหว้พ่อแม่ที่บ้านเสียหน่อย ความที่ต้องนั่งรอรถนานเราเลยคุยกันไปเรื่อย ๆ หลายเรื่อง ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไร พี่แกก็คงเป็นเมียฝรั่งทั่วไปที่พบเห็นได้ทั่วทุกหมู่บ้านในภาคอีสานยามนี้ แม้จะเป็นเมียฝรั่งเหมือนกัน แต่ฉันกับสามีก็พบรักกันแบบหนุ่มสาวคนไทยทั่วไป มีแอบรัก มีบอกรัก มีงอน มีง้อ มีช่วงออกเดท ไปดูหนัง กินข้าวตามประสา ไม่ต่างจากที่เคยมีแฟนเป็นคนไทยเลย การเจอกับพี่สุภาพรจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับฉันเพราะแม้จะรู้จักลักษณะของเมียฝรั่งที่เห็นได้ทั่วไปในเมืองไทยแล้ว สิ่งที่ฉันไม่เคยเข้าใจเลยก็คือ จริง ๆ แล้ว "เมียฝรั่งทั่วไป" แบบพี่แกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ มีความคิดความอ่านอย่างไร มีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบไหน ทำไมถึงตกลงใจอยู่กินกับคนที่คุยกันไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ สิ่งที่สะดุดใจฉันเมื่อเริ่มต้นคุยกันก็คือพี่แกบอกว่าพี่แกตั้งใจยอมทิ้งบ้านช่องไร่นาไปทำงานในบาร์ที่ภูเก็ตเพื่อหาผัวฝรั่งมาปลดหนี้ให้ครอบครัว นี่เป็นแง่ของชีวิตที่ฉันเชื่อว่าคนที่มีชีวิตธรรมดาอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่เคยประสบแน่นอน อย่ากระนั้นเลย ฉันจึงตั้งตนเป็นนักข่าวหัวเห็ดสัมภาษณ์ล้วงลึกชีวิตเมียฝรั่งเสียหน่อย
พี่สุภาพรเพิ่งหย่ากับสามีได้ไม่กี่ปีทั้ง ๆ ที่มีลูกด้วยกัน 1 คน ตอนนี้ลูกชายอายุ 14 ขวบแล้ว สาเหตุที่ต้องหย่าเพราะสามีมันเฮงซวย (อันนี้ดิฉันเขียนเอง) ติดพนันงอมแงม กินเหล้าแทนน้ำ สร้างหนี้สินให้ครอบครัวไม่รู้จักจบจักสิ้น ครอบครัวก็ยิ่งยากจน ทำนาก็แทบจะไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่แล้ว ไหนจะต้องส่งลูกเรียน เลี้ยงพ่อแม่ แล้วยังต้องมาตามใช้หนี้ให้ไอ้ผัวเฮงซวยนี้อีก พี่แกสุดจะทนเลยตัดสินใจหย่า แม้จะหย่าแล้วหนี้สินก็ยังไม่หมด พี่แกต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ลำพังตัวเองก็เรียนจบแค่ ป. 6 ทำงานเป็นแม่บ้านรับใช้ตามบ้านคนรวยก็ไม่พอใช้หนี้และเลี้ยงครอบครัว แกเลยตัดสินใจทิ้งบ้านทิ้งนาทิ้งไร่ไปภูเก็ต แกบอกว่า "เรียนมาน้อย ใครเขาจะอยากจ้างไปทำงานเงินเดือนดี ๆ อยากจะแต่งงานใหม่หาแฟนดี ๆ มาช่วยสร้างเนื้อสร้างตัวก็ยาก ผู้ชายที่ไหนเขาจะอยากได้แม่หม้ายลูกติด จะมีก็แต่ฝรั่งนี่แหละที่เขาไม่แคร์เรื่องพวกนี้"
พอไปถึงภูเก็ตแกก็ไปสมัครทำงานในบาร์ ตั้งใจหาสามีฝรั่งแบบจริงจัง (ย้ำว่าจริงจังมาก.. พี่แกถือว่าเป็นมิชั่นหลักของการไปทำงานครั้งนี้เลย เงินเดือนนั้นถือเป็นเป้าหมายรองเลยทีเดียว) ทำงานไปพร้อมกับเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย แกบอกว่าที่ภูเก็ตมีโรงเรียนสอนภาษาฟรีให้กับสตรีที่ทำงานตามสถานบันเทิงโดยเฉพาะ เป็นพวก NGO ที่ทำงานคุ้มครองผู้หญิงเหล่านี้ แกบอกว่าแกไม่เคยหลอกจับฝรั่ง "ก่อนจะคบกันพี่จะบอกเขาก่อนทุกครั้งว่าพี่มีหนี้ 3 แสนบาทและไม่มีรายได้ที่มั่นคงอะไร ถ้าอยากจะแต่งงานกับพี่จะต้องช่วยใช้หนี้ให้พี่ 3 แสนและส่งเสียจุนเจือพี่กับครอบครัวเดือนละหมื่นห้า ถ้าไม่ตกลงก็ไม่โอเค พี่ไม่อยากโกหกใครและไม่คิดหลอกเอาเงินใคร" แกก็ดูมา 3-4 คน กว่าจะมาเจอคนที่ยอมตกลงกับเงื่อนไข ก็คือลุงชาวอิตาลีคนนี้นั่นเอง ลุงแกก็เป็นพ่อหม้ายลูกติด แต่ลูกก็โตกันหมดแล้ว ส่วนแกอยู่ในวัยเกษียณกินบำนาญอยากหาคู่ชีวิตไว้ดูเเลกันในบั้นปลาย จนมาเที่ยวเมืองไทยและมาเจอพี่สุภาพรเข้านี่แหละ
คุยกับพี่สุภาพรไปชั่วโมงกว่า ๆ ก็กลับมานั่งนึกนั่งคิด ว่าเราต่างจากเมียฝรั่งแบบพี่สุภาพรตรงไหนว้า อาจจะต่างแค่ฉันมีโอกาสได้เรียนสูงกว่าพี่สุภาพรเลยมีโอกาสในการ "สร้างและเลือกทางชีวิต" ได้มากกว่า ส่วนคุณค่าความเป็นคนภายในตัวนั้นไม่ได้แตกต่างเลย แล้วทำไมต้องมาแบ่งเขาแบ่งเรา แบ่งว่าฉันไฮโซ เธอต่ำต้อย ฉันเรียนสูง เธอไร้การศึกษา ฉันอย่างนั้น เธออย่างนี้อีกสารพัด แล้วคำว่า "เมียฝรั่ง" เขาก็เอาไว้เรียกคนที่มีสามีเป็น "ฝรั่ง" ในเมื่อไอ้ผัวเรามันก็เป็นฝรั่งจริง ๆ แล้วจะไปโกรธขึ้งไม่พอใจทำไมเวลาถูกเรียกว่าเป็นเมียฝรั่ง
ตอนนี้ก็เลยพูดได้อย่างมั่นใจว่า ฉันนี่ล่ะ เมียฝรั่งตัวจริง
นาน ๆ อัพ (บล็อก) ทีสวัสดีค่ะพี่น้อง
ห่างหายไปจากวงการบล็อกนานถึงหนึ่งปี วันนี้ดิชั้นกลับมาแร้ว.. ด้วยความที่ลูกเต้าก็โตแล้ว (อันที่จริงแค่ลูกอย่างเดียวเท่านั้นล่ะค่ะที่โต...ฮ่า) ทีสิสก็เริ่มลงตัวคาดว่าจะจบได้ในเทอมนี้ ประกอบกับได้ไปเจอกับสตรีนางหนึ่งผู้มีชีวิตน่าสนใจ เลยอยากจะเอามาเขียนลงบล็อกให้ได้อ่านกัน
ช่วงนี้อากาศหนาวมาก ตั้งแต่ออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยประสบพบเห็นว่าเมืองไทยจะหนาวได้ขนาดนี้มาก่อน อันนี้พูดถึงอากาศที่บ้านที่ขอนแก่นนะคะ ไม่ใช่ที่กรุงเทพ เพราะที่กรุงเทพฯ ไม่หนาวเท่าไหร่เลยอ่ะ มิน่าหนาวทีไร คนกรุงเทพฯ เป็นต้องแห่กันออกไปรับลมหนาวตามต่างจังหวัด ตามภู ตามดอย ในขณะที่คนต่างจังหวัดเค้าสุดทรมานอยากให้มันเลิกหนาวเสียที นี่อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็หนาวตายกันไปหลายคนแล้ว ตัวฉันเอง ด้วยความที่ช่วงปีที่ผ่านมายุ่งขิงอยู่กับการทำทีสิส ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาได้ไปอภิเชษฐ์ (appreciate) ความงามของธรรมชาติที่ไหนเลย สัปดาห์ที่ผ่านมาสบโอกาสหลาน ๆ ที่บ้านอยากไปดูนก (นกอะไรไม่รู้ ไม่รู้จักชื่อ ตัวโต ๆ คล้าย ๆ นกกระสา ที่หนีหนาวมาเมืองไทยอ่ะ นกปากห่างอ๊ะเปล่าหว่า?) ก็เลยได้ทีทำเก๋ไปเที่ยวรับลมหนาวกะเค้าบ้าง ไอ้ที่ว่าไปดูนกนี่ก็ไม่ได้ไปที่ไหนไกลเลย อยู่ทุ่งนาข้างบ้านที่ปทุมธานีนี่เอง ปั่นจักรยานกันไป 10 นาทีถึง (ยังกล้าเรียกว่าไปเที่ยวได้อีกนะนั่น) แต่จะว่าไปใกล้บ้านขนาดนี้ก็เพิ่งจะเคยมาดูเป็นครั้งแรกนี่แหละ บรรยากาศดีมาก ๆ ทุ่งนาตอนเช้ามีหมอกลงด้วยสวยจริง ๆ จะว่าไปทุ่งนาภาคกลางนี่มันช่างแตกต่างจากทุ่งกุลาร้องไห้บ้านอิชั้นเป็นล้นพ้น น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ หมดนาปีก็ทำนาปรัง ว่างเว้นจากการทำนาก็จับปลาจับปูกินได้อีกต่างหาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนอีสานมันถึงจนกันนัก ก็นามันแห้งแล้งซะเหลือเกิน แหล่าน้ำเอาไว้ใช้ยามเพาะปลูกก็น้อยนิด ฝนฟ้าก็เอื้ออำนวยให้ทำนาได้แค่ปีละครั้ง หมดหน้านาอย่าว่าแต่จะจับหอยจับปลาเลย น้ำเหือดแห้ง ดินงี้แข็งโป๊กชนิดขุดจนจอบบิ่น ปลูกอะไรก็ไม่ได้ คิดไปก็สงสารชาวอีสานบ้านเฮาอีหลี เห็นแล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีงานบุญบั้งไฟทุกปี ก็น้ำมันน้อย ฝนมันแล้งก็ต้องเอาจรวดมายิงก้นเทวดาจี้ให้ส่งน้ำส่งท่าลงมาเสียดี ๆ
อ้าว.. นี่พล่ามไปถึงไหนต่อไหนแล้วเนี่ย ตอนแรกบทนี้ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่อง พี่สุภาพร "เมียฝรั่ง" ผู้น่าสนใจนางหนึ่งที่เราไปเจอตอนขึ้นรถทัวร์กลับขอนแก่น แต่ทำไมไป ๆ มา ๆ เกริ่นเรื่องอากาศหนาวไปเรื่อยจนเตลิดออกทุ่งกุลาร้องไห้ไปได้หว่า เอาเป็นว่าไว้บทหน้าละกันนะ คือว่าคนมันทำแต่แล็บ ไม่ค่อยได้ออกมาเจอผู้คน อดอยากเพื่อนคุย ได้โอกาสเลยเอาซะยาวเลย
เดี๋ยวบทหน้าพี่สุภาพรมาแน่นอน ..คอนเฟิร์ม
October 20 Have fun with wordsScrabble. It’s fun. It’s brilliant!
DORMITORY DIRTY ROOM BEST IN PRAYER ASTRONOMER HERE COME DOTS WOMAN HITLER January 17 นินทาสามีตั้งแต่คลอดลูกก็มัวแต่เขียนเรื่องลูก วันนี้ฤกษ์ดีจะขอเขียนเม้าท์สามีบ้าง ในฐานะที่ได้เป็นคุณพ่อคนใหม่ก็มีเรื่องเปิ่น ๆ ฮา ๆ กะเค้าเหมือนกันนา จะขอเล่าเป็นเรื่อง ๆ ไปละกัน
เรื่องที่หนึ่ง
ในขณะที่อาจารย์จอห์นกำลังเล่นกับลูกอยู่ในค่ำวันหนึ่ง (หลังจากที่ได้เป็นคุณพ่อคนใหม่มา 1 เดือนเต็ม)
อาจารย์จอห์น: (ทำหน้าตกใจสุดขีด) คุณ ๆ ลูกเรามีรูที่หัว!!
อิชั้น: (ได้ยินแล้วตกใจมาก) ห๊า.. อะไรนะ รูอะไร?
อาจารย์จอห์น: นี่ไงตรงด้านหน้า เลยหน้าผากขึ้นไปเนี่ย กะโหลกมันหายไปส่วนนึง
อิชั้น: ....
นี่พูดเล่นหรือพูดจริงเนี่ย ไม่รู้จริงอ่ะว่าเด็กเกิดมาใหม่ ๆ กระหม่อมมันยังไม่ปิด แล้วนี่เลี้ยงลูกมาตั้งเดือนนึงแล้วเพิ่งจะสังเกตเนี่ยนะ!!
เรื่องที่สอง
อิชั้น: (กำลังอยู่ในอารมณ์ซาบซึ้ง พร้อมกับจ้องมองหน้าลูกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างรักใคร่) คุณคะ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าชั้นจะรักลูกได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเป็นแม่ลูกกันได้แค่เดือนเดียวเอง ความผูกพันของแม่กับลูกนี่มันพิเศษจริง ๆ เลยเนอะ
อาจารย์จอห์น: มันเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยป้องกันไม่ให้แม่กินลูกอ่อนของตัวเอง
อิชั้น: ...?!!?...
นี่คิดว่าชั้นเป็นหมาป่าไฮยีน่าหรือจระเข้อะเมซอนหรือไรกัน?
เรื่องที่สาม
เย็นวันหนึ่งอิชั้นไปอาบน้ำ เลยฝากลูกไว้กับสามี พอดีวันนั้นอาบน้ำนานไปหน่อยเพราะสระผมด้วย กลับมาปรากฏว่าเจ้าวินน้อยกำลังดูดซอกคอคุณพ่อดังจ๊วบ ๆ กว่าจะแกะออกได้ก็จนเป็นรอยจูบเป็นจ้ำ ๆ ที่คอเสียแล้ว ถามได้ความว่า เจ้าวินหิวนมจัดทำยังไงก็ไม่หยุดร้อง คุณพ่อเลยเอาอุ้มพาดบ่า เจ้าวินเห็นต้นคอคุณพ่อเท่านั้นแหละดูดไม่ยั้ง จะเอาออกมันก็ร้องจ้าไม่ยอมท่าเดียว ด้วยความที่สงสารลูกคุณพ่อเลยต้องยอมนั่งให้ดูดคอไปตลอด 20 นาทีที่คุณแม่อาบน้ำอยู่นั่นแล ..เวรกรรม
ด้วยเหตุนี้วันรุ่งขึ้นอาจารย์จอห์นจึงต้องไปทำงานทั้ง ๆ ที่มีรอบจูบเป็นจ้ำแดง ๆ ตรงซอกคอเสียอย่างนั้น อย่าเข้าใจผิด ไม่ได้ไปมีกิ๊กที่ไหน ฝีมือวินเองครับผม
เฮ้อ.. คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็งี้แหละค่ะ เลี้ยงลูกไป เรียนรู้ไป ไม่มีโรงเรียนไหนสอน เค้าเรียกว่า on-the-job training
December 23 จดหมายถึงพลอย ฉบับที่ 2ว่าด้วยการคลอดลูก
พลอย
..................
พี่,
December 22 จดหมายถึงพลอยหวัดดีพลอย
ช่วงนี้พี่เบื่อมากเลย จะโทรมาก็คิดว่าแกคงทำงานยุ่งอยู่เพราะที่ทำงานแกเค้าคงใช้งานแกให้คุ้มสมกับที่ได้เงินเดือนเดือนละหลายหมื่น อิอิอิ เลยคิดว่าส่งอีเมลมาดีกว่า สบายกว่า จะอ่านตอนไหนก็ได้ ตอบตอนไหนก็ได้ ตอนนี้พี่อยู่บ้านเฉย ๆ รอคลอดอย่างเดียว ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาทิตย์สุดท้ายจะยาวนานได้ขนาดนี้ นั่งนับนาที นับชั่วโมง จนจะเป็นโรคจิตอยู่แล้ว เวลามีอาการอะไรนิดหน่อยก็เกิดอาการประสาทหลอนว่าจะใช่อาการเจ็บท้องคลอดหรือเปล่า (ซึ่งส่วนใหญ่มักลงเอยว่าเป็นการปวดท้องอึเสียมากกว่า) ตอนนี้ชั้นซื้อของเตรียมไว้เยอะมาก ประมาณว่ามีครบหมดแล้วยกเว้นลูกเท่านั้นที่ยังไม่มี จริง ๆ วันนี้เป็นวันครบกำหนดคลอดพอดี แต่ก็ยังไม่มีอาการอะไรเลย วันนี้ตอนเย็นหมอนัดไปตรวจภายในดูว่าปาดมดลูกเริ่มเปิดหรือยัง ถ้าเปิดบ้างแล้วหมดจะให้ยาเร่งคลอดพรุ่งนี้ เพราะตอนนี้ลูกพี่ตัวโตมาก หมอไม่อยากให้ทิ้งไว้ในท้องนานเพราะหากเด็กตัวโตกว่าปกติ โอกาสที่รกจะเสื่อมและหยุดทำงานเร็วจะมีมาก (เพราะรกมันคิดว่าเด็กโตเต็มที่แล้วไม่ต้องขุนให้โตอีกแล้ว รกก็จะหยุดทำงานไปเสียอย่างนั้นเลย) หมอเลยอยากเร่งให้รีบคลอด ต้องรอดูผลเย็นนี้ว่าเป็นไง เพราะหากปากมดลูกยังไม่เริ่มเปิดก็ให้ยาเร่งคลอดไม่ได้ อาจต้องผ่าออก เดี๋ยวชั้นจะแจ้งให้แกทราบเป็นระยะ ๆ ช่วงนี้ว่าง ๆ แต่ไม่มีกะจิตกะใจจะอั๊พบล็อกเลย มันจดจ่ออยู่แต่เรื่องลูกเรื่องเดียว ที่เซ็งสุด ๆ คือญาติสนิทมิตรสหายที่โทรมาถามข่าวเกรียวกราวว่าคลอดหรือยัง ช่วยเพิ่มดีกรีความเซ็งขึ้นมาอีกนิดหน่อย อย่างเมื่อวาน (รวมแกด้วย) โทรมาทั้งหมด 8 คนและคำถามเดียวกันเด๊ะ คลอดอ๊ะยัง? แต่คิดในแง่ดีก็น่าทึ่งนะที่มีคนจำวันที่เราจะคลอดได้หลายคนขนาดนี้ แค่จำได้ยังไม่พอแถมยังมีแก่ใจยกหูโทรศัพท์กดมาถามข่าวคราวอีกต่างหาก แสดงว่ารักกันจริง 5555 มีอีกเรื่องคือ เวลาอยู่บ้านคนเดียวไม่มีอะไรทำก็จะนั่งดูทีวี อยากจะเอาไปเขียนบล็อกเสียเหลือเกินว่าไอ้รายการทีวีช่วงกลางวันเนี่ยมันไร้สาระจริง ๆเหมาะกับพวกแม่บ้านว่างงานมาก ๆ เกมโชว์ก็ประหลาด ๆ ไม่สนุกเหมือนเกมโชว์ช่วงไพรมไทม์ วันก่อนนั่งดูรายการอะไรก็ไม่รู้พิธีกรสาวสวยบอกว่า "ช่วงต่อไปนะคะเราจะนำเคล็ดลับการรักษามีดทำครัวให้คมอยู่ตลอดเวลามาฝากค่ะ พักโฆษณาสักครู่ค่ะ" เราก็ดีใจเพราะมีดบ้านเรามันทื่อ ๆ จะได้เอาเคล็ดลับมาใช้บ้างให้สมกับเป็นสมาชิกชมรมแม่บ้านสมองไว นั่งรอโฆษณาอยู่ตั้งนาน พอกลับมาเคล็ดลับมันบอกว่าไงรู้ป่ะ มันบอกว่าอยากรักษามีดให้คมต้องลับบ่อย ๆ "...." เออ เอาเข้าไป ก็นึกว่าจะมีเคล็ดลับสุดยอดอะไร ชั้นก็คิดในใจนี่ตูนั่งดูอะไรอยู่วะเนี่ย อุตส่าห์นั่งรอดูตั้งนาน เลยเลิกดูทีวีซะเลย กลับมานั่งอ่านนิยายฆ่าเวลาเหมือนเดิมดีกว่า โห..ยาวมากเลยเนอะ เออจบแค่นี้ดีกว่า หายเบื่อละ แล้วค่อยคุยกันอีกนะน้อง พี่แอนนี่ ..................
พี่,
เขียนเสียยาวขนาดนี้ ทำไมไม่ copy เอาไปอัพบล๊อกซะให้รู้แล้วรู้รอดไป จะจั่วหัวว่า "จดหมายถึงพลอย" ก็ได้ จะรู้สึกเป็นเกียรติมาก ฮ่าฮ่า... เพราะเท่าที่เขียนมานี่ก็ละเอียด และขำพอดูแล้ว แถมยังช่วยอธิบายให้บรรดา "ผู้หวังดี" ทั้งหลาย ถึงธรรมชาติของหญิงท้องแก่ด้วย 555 อ้อ เรื่องที่พี่ยังไม่คลอดลูกนั้น เป็นประเด็นที่พลอยเอาไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ฝากบอกพี่แอนนี่ว่า "อย่าเพิ่งตกใจไป แม่คลอดลูกชายทั้งสองคน ช้ากว่าวันที่กำหนดคลอดจริงตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ" เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องเครียดมาก งานรียูเนียนที่ผ่านไปสนุกมาก การได้วิ่งเล่นและนอนบนเรืออีกครั้ง เหมือนได้เป็นแขกรับเชิญในรายการ "ฝันที่เป็นจริง" และทำให้ได้รู้ว่า ต่อให้ขึ้นเรืออีกกี่ครั้ง ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม มันก็ไม่เหมือนกับปีของเรา ตอนที่เราเป็น PY หรอก... อย่างไรก็ดี การขึ้นไปสูดกลิ่นเรือ และอาบน้ำแกรนด์บาธ ก็สร้างความสุขใจได้มาก พร้อมกับเกิดจินตนาการถึงวันเก่าๆ ที่มีเพื่อนเรามาวิ่งเล่น ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจกันตามที่ต่างๆ เห็นเรือปีนี้ก็ขำดี จำได้ไหมว่าปีเรามีการแข่งกันปัญญาอ่อน ที่เรียกว่า "Talent Show" ระหว่าง SG ปีนี้เห็นโฆษณาแปะที่บอร์ดว่า รับสมัครผู้เข้าแข่งขัน "Non-Talent Competition" เล่นเอาอ่านแล้วฮา และนึกอยากรู้ว่า มันจะเอาอะไรมาแข่งกัน คือแค่ชื่อก็ขำซะแล้ว เล่ามาถึงตอนนี้ ขอเล่าถึงตอน send off ซะหน่อย แหม..พวกเราก็เคยแต่เป็นคนที่อยู่บนเรือกันน่ะเนอะ ที่มานี่ก็อยากจะเห็นวันที่เจ้านิปปอนมารูแล่นออกไปต่อหน้าต่อตา ...ตอนแรกกะว่าจะไม่ร้องไห้ เค้าโยนริบบิ้นกันอะไรกัน แต่พอเสียงหวูดเรือดัง แล้วเรือบ่ายหัวออกจากท่า เท่านั้นเอง น้ำตามาจากไหนก็ไม่รู้ ไหลได้พรากๆ เหมือนเห็นเพื่อนรักคนหนึ่ง หันหลังเดินจากเราไปต่อหน้าต่อตา เพื่อนตัวโต ที่เก็บความทรงจำที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนรุ่นไหน ก็ร้องไห้ได้ราวกับนัดกัน ยายพลอย 33 ถึงขนาดซื้อทิชชูห่อใหญ่ เตรียมไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ฮะฮะ ตอนนี้เอาเท่านี้ก่อนล่ะ ใช้เวลาหลวงไปมากแล้ว ต้องไปทำงานก่อน ปล. เห็นด้วยว่ารายการตอนกลางวันมันปัญญาอ่อนมาก ดูแล้วเสียค่าไฟเปล่าๆ ขอให้คลอดไวๆ แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูกนะ
October 15 หญิงท้อง 8 เดือนกับคนไทยใจร้ายตอนนี้ท้องได้แปดเดือนแล้วค่ะ ท้องใหญ่มาก ๆ เริ่มมีอาการข้างเคียงตามมานั่นคือ ปวดหลังและปวดขา ยืนหรือเดินนานมากไม่ค่อยได้ แถมช่วงนี้เดินนิดเดินหน่อยขาก็จะบวมอยู่เรื่อยสร้างความลำบากให้กับสาวนักช๊อปอย่างดิชั้นเป็นอย่างมาก
เรื่องที่จะเอามาเล่าในวันนี้ก็เป็นเรื่องน่าน้อยอกน้อยใจที่ได้ไปประสบพบมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อดิชั้นต้องขึ้นรถเมล์ คือปกติจะไม่ค่อยขึ้นรถเมล์เพราะมีความกลัวส่วนตัวว่ามันไม่ค่อยปลอดภัย ส่วนใหญ่จะนั่งแท็กซี่หรือขึ้นรถไฟฟ้า แต่วันนั้นเกิดอารมณ์ดีขึ้นมาอยากลองนั่งรถเมล์ดูบ้างเลยเอาเสียหน่อย ไม่ไกลค่ะ นั่งจากหน้าโรงพยาบาลสงฆ์จะไปลงอนุสาวรีย์ แค่ 3-4 ป้าย วันนั้นรถไม่มีที่นั่งเลยค่ะแต่ก็ไม่ถึงกับแน่น มีคนยืนโหนอยู่แค่ 4 - 5 คนและหนึ่งในนั้นก็คืออิชั้นเอง เพราะเดินช้า ขึ้นรถช้า เลยอดนั่ง และตอนนั้นเองทุกคนบนรถก็หันมามองอิชั้นเป็นตาเดียวประหนึ่งว่าอิชั้นเป็นภาระของสังคมที่สร้างความลำบากใจอย่างเหลือแสนให้แก่พวกเค้า ผู้โดยสารทั้งหลายแลกสายตากันไปมาราวกับจะพูดว่า "มึงลุกดิ" "ไม่เอาอ่ะ มึงอ่ะแหละลุก" ที่เด็ดกว่านั้นคือชายคนที่นั่งใกล้ดิชั้นเกิดง่วงนอนขึ้นมากระทันหัน สัปหงกไปเสียอย่างนั้นเลย หน้าด้านมาก ๆ ก็เห็นอยู่ว่าเมื่อกี้เอ็งนั่งตาใสอยู่ชัด ๆ ผ่านไปสองป้ายไม่มีใครลุก ขาก็บวม (เนื่องจากเป็นตอนบ่ายและเดินมาทั้งวัน) บวกกับความน้อยใจอิชั้นเลยลงรถค่ะ ไม่ปงไม่ไปมันแล้วนั่งแท็กซี่สบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องเอาความสบายของเราไปเป็นภาระใคร จริง ๆ ก่อนลงอิชั้นก็พยายามมองนะคะว่าบนรถมีที่นั่งสำรองสำหรับคนท้องหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีค่ะ มีแค่ที่นั่งสำรองสำหรับพระภิกษุสามเณร คือถ้ามีเนี่ยอิชั้นก็ว่าจะไปทวงสิทธิ์ที่นั่งนั้นเหมือนกัน แต่ดันไม่มี เลยแห้ว
เรื่องที่สอง อันนี้เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นมากรุงเทพฯ ตามปกติ แต่วันนั้นไม่ปกติเพราะแบกเอากระเป๋าเดินทางในยักษ์มาด้วย เป็นกระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้วใหญ่เบ้งที่เอาไว้เวลาเดินทางไปต่างประเทศนาน ๆ น่ะค่ะ ที่แบกมาด้วยก็เพราะว่าขากลับต้องขนของกลับขอนแก่นเยอะหน่อย แต่ขามานี่กระเป๋ายังเบาอยู่ ลงรถทัวร์เสร็จก็มารอแท็กซี่ตามคิว พอแท็กซี่มาเห็นกระเป๋าใหญ่แกก็เปิดท้ายรถให้ แต่ขอโทษ... พี่แกไม่ลงมาช่วยยกนะคะ นั่งแช่แอร์รออยู่ในรถ เราก็รออยู่ไม่เห็นแกลงมาช่วยยกเสียที เลยคิดว่าไม่เป็นไรลองยกเองก็ได้ดูเพราะกระเป๋ามีของไม่ถึงครึ่ง ปรากฏว่ายกไม่ไหวค่ะ ปวดหลัง และรู้สึกว่าแค่กระเป๋าเปล่ามันก็หนักพอสมควร ผู้โดยสารคนอื่นอีกประมาณยี่สิบชีวิตที่ยืนรอแท็กซี่อยู่ด้วยกันก็ยืนมองอิชั้นอยู่อย่างเคย "ไหนดูซิว่าอีอ้วนนี่จะยกได้ไหม?" แต่ไม่มีใครเสนอตัวมาช่วยสักคน ยืนมองกระเป๋าอยู่สักพัก ทนไม่ได้เลยต้องเดินไปจิกอีตาโชเฟอร์ให้ลงมาช่วยยกเสียดี ๆ เรื่องก็มีด้วยประการฉะนี้ล่ะค่ะ
ใครว่าคนไทยใจดี ขอเถียงขาดใจ อิชั้นขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันค่ะว่าคนไทยใจดีเหลือน้อยเต็มทน ในสังคมสมัยใหม่ที่ทุกคนอยู่อย่างตัวใครตัวมัน อยู่กันแบบ independent ทุกคนเท่าเทียมเสมอภาคมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่อย่างลืมว่าในสังคมยังมีคนบางกลุ่มที่ "ไม่เท่าเทียม" กับคุณ ในที่นี้หมายถึงความเท่าเทียมทางกายภาพเช่น คนท้อง คนแก่ หรือคนพิการ ดังนั้นช่วยมองรอบ ๆ ตัวกันนิดนึงว่ามีบุคคลเหล่านี้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากคุณอยู่หรือไม่ เพราะบางทีการอยู่อย่างตัวใครตัวมันกับความไร้น้ำใจมันก็ใกล้กันแค่นิดเดียวเองค่ะ
October 08 เกี๊ยวหน้าด้านและเมอแรงพายกลับมาอีกแล้วค่ะกับบล็อกทำอาหารมาราธอนของอีชั้น วันนี้มีอาหารมานำเสนอสองอย่างด้วยกัน
เอ่อ.. ชื่อเมนูอาหารที่จั่วหัวไว้อาจจะดูประหลาดไปนิดนึง ไม่คุ้นหูคุ้นตาผู้อ่าน ไม่เป็นไรค่ะ เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ แล้วอิชั้นจะอธิบายให้ฟัง
"เกี๊ยวหน้าด้าน" อันนี้มีที่มาที่ไปจากบล็อกของคุณพลอย เธอได้เขียนสูตรอาหารจานนี้ไว้เมื่อประมาณเดือนที่แล้วอิชั้นจึงได้ไปหยิบยืมมาลองทำให้สามีได้ลองทานดู ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจคุณสามีเป็นที่ยิ่ง เลยกลายมาเป็นอาหารว่างสูตรสามัญประจำบ้านของครอบครัวไปโดยปริยาย ที่มาของชื่อก็เนื่องมาจากมันเป็นอาหารที่หน้าด้านมาก ๆ คือเอาแต่ของอร่อย ๆ มาใส่รวมกัน ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเลย มันจึงออกมาอร่อยแบบไม่มีทางเป็นอื่นได้เลย หน้าด้านมาก ๆ (คือใครทำแล้วไม่อร่อยเนี่ยต้องกลับไปพิจารณาเสน่ห์ปลายจวักของตนเองโดยด่วน) ใครอยากได้สูตรก็ไปดูกันได้ที่บล็อกของพลอยนี่เลยฮ่ะ http://khunploy.spaces.live.com/PersonalSpace.aspx?owner=1 ในบล็อกของเธอเจ้าอาหารจานนี้มีชื่อว่าเกี๊ยวห่อไส้กรอกชีส แต่เผอิญสามีอีชั้นเป็นมังสวิรัติเลยตัดไส้กรอกออกไปเหลือแต่ชีส เลยบอกสามีว่าเป็น cheese spring rolls เสียเลยเพราะห่อเหมือนปอเปี๊ยะ ดูรูปเสียก่อน เกี๊ยวทอดร้อน ๆ กัดแต่ละคำชีสไหลเยิ้มออกมา อู้ย..แซ่บอีหลีเด้อ!
"เมอแรงพาย" อันนี้ชื่อเต็ม ๆ คือ เลมอนเมอแรงพาย (Lemon Meringue Pie) เป็นขนมฝรั่งที่สามีชอบกิน เป็นพายแบบเปิดหน้าใส่ไส้มะนาวเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ แล้วโปะหน้าทับอีกทีด้วยครีมเมอแรงเนื้อเบา ๆ กรอบ ๆ อร่อย มาก อันนี้เอาสูตรมาจากหนังสือ may made เล่มสาม ทำง่าย แต่ปัญหาคือตัวเมอแรงที่โปะไว้ข้างบนจะดูดความชื้นได้เร็วมาก ทิ้งไว้นานแล้วมันจะเหนียว ไม่กรอบเหมือนทำเสร็จใหม่ ๆ อันนี้ยังหาทางแก้ไม่ได้ นอกเสียจากว่าทำเสร็จแล้วต้องรีบกินให้หมด ขออนุญาตไม่ลงสูตรเพราะรู้สึกว่ามันยังไม่เพอร์เพ็ค ขอเวลาปรับสูตรให้ได้เริ่ด ๆ ก่อนแล้วค่อยเอามาแบ่งปันกัน วันนี้ดูรูปไปพลาง ๆ ก่อนแล้วกัน
October 01 ทัวร์ห้องคลอดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสามีดิชั้นเกิดไอเดียเก๋ว่าไหน ๆ ก็ท้องโตจวนจะคลอดขนาดนี้แล้ว เราควรไปเยี่ยมชมห้องคลอดของโรงบาลที่เราจะไปคลอดเพื่อสร้างความคุ้นเคยไว้กันดีกว่า แล้วจะได้ดูด้วยว่าเค้ามีบริการอะไรบ้างให้เราได้เลือกใช้ ยามที่ไปคลอดบ้าง
ตอนแรกดิชั้นก็ชิว-ชิว ค่ะ เอาวะ ไปดูก็ไปดู ดีเหมือนกันเวลาเจ็บท้องคลอดแบบฉุกเฉินจะได้ไปติดต่อได้ถูกห้อง ไม่ตื่นสถานที่ แต่พอไปถึงอะดิมันไม่เป็นอย่างที่คิด ห้องคลอดมันน่ากลัวมากเลยค่ะคุณ คือต้องเข้าใจนิดนึงนะคะว่าตอนแรกยังไม่ได้คิดอะไรเป็นจริงเป็นจังเกี่ยวกับการคลอดมากนัก ถึงแม้ว่านี่ก็ท้องปาเข้าไปได้เจ็ดเดือนครึ่งแล้วแต่ว่าความคิดที่ว่าเราจะต้องเจ็บท้องคลอดและต้องมานอนเบ่งคลอดในห้องอันแสนน่ากลัวนี้นั้นยังไม่มีในหัวค่ะ คิดแค่ว่าถึงวันก็ไปคลอด แป๊บเดียวเสร็จแล้วคุณหมอก็จะอุ้มลูกน้อยน่ารักแบบที่เห็นในโฆษณามามี่โป๊ะโกะมาให้เราชื่นชม จากนั้นเราสามคนพ่อแม่ลูกก็จะกลับบ้านอย่างสุขสันต์ แบบว่าคิดข้ามช็อตไปนิดนึงอ่ะค่ะ พอวันนั้นไปเห็นสถานที่จริงแทบจะขี้หดตดหาย ทั้งห้องรอคลอดเอย ห้องคลอดและห้องสำหรับผ่าตัดคลอดในกรณีฉุกเฉินเอย ตู้อบสำหรับเด็กอ่อน รวมไปถึงเตียงคลอดที่มีขาหยั่งปูด้วยผ้าปูเตียงเขียว ๆ โอ้ว.. มันน่ากลัวมาก ทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำไมห้องคลอดมันถึงได้ดูไม่น่าอภิรมย์ขนาดนี้นะ หาความสวยงามให้เราได้พออบอุ่นใจไม่ได้เลย นี่ขนาดว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่เริ่ดที่สุดในจังหวัดแล้วนะคะคุณ ห้องรอคลอดก็ยังพอดูดีมีคลาส มีวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ พร้อมห้องน้ำในตัวและเคเบิ้ลทีวี พอให้ความสำราญได้ในระดับหนึ่ง เพราะคุณหมอบอกว่าส่วนใหญ่ท้องแรกต้องเจ็บท้องรอปาดมดลูกเปิดอยู่ในห้องรอคลอดประมาณ 12 - 14 ชั่วโมง (แค่คิดก็สยองแล้ว) ห้องรอคลอดเลยต้องทำให้น่าอยู่หน่อย พอปากมดลูกเปิดหมดถึงจะย้ายเข้าห้องคลอด อันนี้ล่ะฮ่ะของจริง เมื่อเราต้องเข้าไปนอนเบ่งคลอดในห้องอันสยดสยองที่ประดับด้วยโคมไฟแบบในห้องผ่าตัดอันน่าเกลียดน่ากลัว พร้อมกับผ้าม่านและผ้าปูเตียงเข้าชุดสีเขียวอันไร้รสนิยม เฟอร์นิเจอร์ในห้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีแต่เครื่องมือสายระโยงระยางอะไรก็ไม่รู้ แถมยังมีชั้นวางถาดที่เต็มไปด้วยมีด คีม อุปกรณ์สำหรับการหั่นและเฉือนครบชุด โอ้ว! ดิชั้นจะเอาชีวิตรอดออกไปได้ไหมนี่
ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่มาดูก่อนเนี่ย
September 30 Banana, Nut and Berry Breadสืบเนื่องมาจากบล็อกของหนูภัสที่หล่อนเขียนเรื่องอยากกินเค้กกล้วยหอมแบบฟูลอ๊อพชั่น ไอ้เราก็กำลังคิดที่จะทำอาหารอะไรสักอย่างที่ใส่ตู้เย็นเก็บไว้กินได้หลายวัน เพราะเราไม่ค่อยได้อยู่บ้าน มากรุงเทพฯทีสามีก็อดมื้อกินมื้อ ถ้าทำอาหารอะไรที่มันเก็บไว้ได้นานสามีก็จะได้สบาย ตื่นเช้ามาก็แบ่งมากินได้สะดวกไม่ต้องยุ่งยาก เลยปิ้งไอเดียของหนูภัสทันที เค้กกล้วยหอมนี่ล่ะที่สามีชอบกิน ทำเก็บเป็น Loaf ใหญ่ ๆ ใส่ตู้เย็นก็ได้ แถมกินเป็นอาหารเช้ากับนมสักแก้วก็เริ่ดอยู่ ท่องอินเตอร์เน็ทไปมาหลายชั่วโมงกว่าจะได้สูตรที่น่าจะเวิ้กสุด ฟูลอ๊อพชั่นมาก ๆ ชื่อ Banana, Nut and Berry Bread แค่ชื่อก็บอกแล้วว่ามันใส่ทั้งกล้วยหอม ถั่วและเบอร์รี่ รับรองต้องถูกใจสามีสุดที่รักแน่นอน มาดูสูตรกันเลย
- แป้งโฮลวีท 1 3/4 ถ้วย (สูตรดั้งเดิมเค้าให้ใช้แป้งเอนกประสงค์ แต่สามีเดี๊ยนเป็นพวกกินเพื่อสุขภาพ เลยเปลี่ยนมาใช้แป้งโฮลวีท เอาใจเค้าหน่อย) - เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา - ผงฟู 2 ช้อนชา - ไข่ไก่ 2 ฟองใหญ่ - เกลือ 1/2 ช้อนชา - น้ำตาลทรายแดง 3/4 ถ้วย (ในสูตรเค้าให้ใช้น้ำตาลทรายขาว แต่เดี๊ยนคิดว่าถ้าใช้น้ำตาลทรายแดงน่าจะหอมและให้ความชุ่มชื้นมากกว่า เลยเปลี่ยนซะ) - เนย 110 กรัม - กล้วยน้ำว้า 300 กรัม (ประมาณ 5-6 ลูก) อันนี้เอามาบดให้ละเอียดเหมือนจะเอาไปป้อนข้าวลูกอย่างนั้นเลย (จริง ๆ เค้าให้ใช้กล้วยหอม แต่ส่วนใหญ่กล้วยหอมมันมักจะมาจากเมืองจีน ยาฆ่าแมลงเยอะ สามีเลยซื้อกล้วยน้ำว้ามาให้แทน นัยว่าสนับสนุนชาวสวนไทยด้วย) - ถั่ววอลนัท 80 กรัม (ในสูตรให้ใช้ถั่วพีแคน แต่สามีเดี๊ยนชอบวอลนัท เลยเปลี่ยน (อีกแล้ว) ฮ่ะ) - เบอร์รี่รวม (แห้ง) 100 กรัม (อันนี้ลองหาดูตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ถ้าหาไม่ได้อนุโลมให้ใช้ลูกเกดแทนได้ฮ่ะ แต่ความไฮโซอาจจะลดลงประมาณ 40%) - เหล้ารัม 1/3 ถ้วย ผสมกับน้ำร้อนอีก 1/3 ถ้วย - กลิ่นวนิลา 1/2 ช้อนชา
1. อันดับแรก เอาเบอร์รี่แห้งแช่ในเหล้ารัมผสมน้ำร้อนก่อน ทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงให้เบอรรี่ดูดเอาหล้าเข้าไปให้ชุ่ม รสชาติจะได้เข้มข้น (เป็นที่มาของรัมเรซิ่นไงฮะ) 2. ในขณะที่รอเบอร์รี่ดูดเหล้าอยู่ ก็ผสมแป้งโฮลวีท เบคกิ้งโซดา ผงฟูและเกลือให้เข้ากันในชามขนาดกลาง ๆ พักเอาไว้ก่อน 3. หาชามมาอีกใบ ใหญ่ ๆ นิดนึง ผสมเนย (ที่ทิ้งไว้ให้นิ่มแล้ว) กับน้ำตาลทรายแดง (ควรร่อนน้ำตาลก่อนเพราะบางทีมันมีก้อนแข็ง ๆ ) ผสมให้เข้ากันจะใช้เครื่องผสมไฟฟ้าก็ได้ ถ้าไม่มีก็ใช้มือนี่แหละ แต่อาจเมื่อยนิดนึง เมื่อเข้ากันดีแล้วต่อยไข่ใส่ทีละฟอง ผสมให้เข้ากันจนเนียน 4. จากนั้นเติมกล้วยบด และกลิ่นวนิลา ใช้กล้ามเนื้อแขนมัดสุดท้ายอัดผสมให้เนียนเลยค่ะ จากนั้นค่อยใส่ถั่ววอลนัทและเบอร์รี่ (เอาเฉพาะเบอร์รี่นะฮะ ส่วนน้ำเหล้ารัมที่แช่น่ะไม่ต้องเทใส่ด้วย เดี๋ยวกินเค้กแล้วเมาคว่ำกันพอดี) ผสมให้เข้ากัน 5. ทีนี้หันมาหยิบชามใส่ของแห้งที่เราผสมไว้ในข้อ 2 เอามาเทผสมลงในชามใหญ่ข้อง 4 เลยค่ะ ค่อย ๆ นะคะ เทใส่ทีละนิดแล้วค่อย ๆ ผสมให้เข้ากัน 6. จากนั้นตักส่วนผสมใส่แม่พิมพ์ขนมปังแบบ Loaf (แบบขนมปังแถวน่ะค่ะ) นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง โดยประมาณ วิธีเช็คว่าสุกหรือยังทำได้โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นหรือส้อมจิ้มลงไปในเนื้อเค้ก ถ้าสุกแล้วไม้ที่จิ้มลงไปเอาออกมาจะแห้งสะอาด ถ้ามีเศษแป้งเปียก ๆ ติดออกมาแสดงว่ายังไม่สุกฮ่ะ อบต่อ
เสร็จแล้วออกมาหน้าตาสวยงามเหมือนที่ขายตามร้าน แถมรสชาติถูกปากเราเหมือนที่น้องภัสว่า และยังดีต้อสุขภาพเพราะใช้แป้งโฮลวีทแทนแป้งขาวและกล้วยน้ำว้าไทยแทนกล้วยหอมชุ่มยาฆ่าแมลงจากเมืองจีน สามีชอบมาก ๆ กินเป็นอาหารเช้ากับผลไม้และกาแฟ อื้ม....อร่อย
September 24 Macaron แสนอร่อยวันนี้เอาสูตรมาการ็อง (macarons) แสนอร่อยมาฝากกันจ้า
เนื่องจากตั้งแต่ตั้งท้องมาก็มีดำริว่า จะต้องหัดทำอาหารและขนมอร่อย ๆ ให้เก่ง ๆ เวลาลูกไปโรงเรียนจะได้เอาไปคุยอวดเพื่อน ๆ ได้ว่าหม่ามี๊เราทำกับข้าวอร่อยที่หนึ่งเลย (คิดไปถึงนู่นแน่ะ)
สูตรนี้ได้มาจากหนังสือ maymade เล่ม 3 ของคุณเมย์แล้วเราเอามาปรับปรุงอีกนิดหน่อยตามความเหมาะสม (ตามมีตามเกิดเพราะกาส่วนประกอบบางอย่างไม่ได้)
มาการ็องสูตรเบสิค
1 1/4 ถ้วย น้ำตาลไอซิ่ง
1 ถ้วย อัลมอนด์บด (อันนี้ในหนังสือให้ใช้อัลมอนด์มีล แต่หาซื้อไม่ได้เลยต้องซื้ออัลมอนด์ที่เป็นเม็ดมาบดให้ละเอียดเอาเอง แต่ก็ต้องเอาเข้าเตาอบให้ค่อนข้างแห้งก่อน ไม่งั้นเละค่ะ มันจะชื้นมาก ขึ้นรูปเป็นคุกกี้ไม่ได้เลย)
2 ฟองใหญ่ ไข่ขาว (อันนี้แนะนำให้ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณครึ่งวันก่อน ไม่ควรใช้ตอนเอาออกมาจากตู้เย็นใหม่ ๆ)
1/4 ถ้วย น้ำตาลทรายที่เกล็ดเล็ก ๆ (ที่ฝรั่งเค้าเรียก caster sugar นั่นล่ะค่ะ)
เกลือสักหนึ่งหยิบมือ (น้อยมาก ๆ ประมาณ 1/4 ช้อนชา เดี๋ยวเค็ม)
สีผสมอาหาร ตามต้องการ
สำหรับไส้: ช้อกโกแล็ตนม ยี่ห้อใดก็ได้ 50 กรัม (ประมาณครึ่งแท่งอ่ะ)
1) ขั้นแรกแร่งน้ำตาลไอซิ่งและอัลมอนด์บด ผสมให้เข้ากัน (ถ้าส่วนผสมยังดูชื้น ๆ เอาเข้าเตาอบไฟอ่อน ๆ ให้แห้งขึ้นได้อีก)
2) หาชามแห้ง ๆ มาอีกใบ ตีไข่ขาวและเกลือรวมกัน (ใช้เครื่องตีไฟฟ้านะคะจะได้ไม่เมื่อยและแขนไม่ใหญ่) อัดให้ฟูฟ่องเหมือนครีมโกนหนวดเลย แล้วค่อย ๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนเนียนและเนื้อครีมเป็นมันวาว ถ้าต้องการสีสันก็เหยาะสีผสมอาหารลงไปสัก 3-4 หยดได้ค่ะ ตามชอบ อย่างในรูปจะใส่สีชมพู)
3) ค่อย ๆ ตะล่อมส่วนผสมในข้อ 1 ลงในส่วนผสมข้อ 2 ขอย้ำว่าค่อย ๆ ค่ะ อุตส่าห์ตีไข่ขาวจนฟูฟ่อง ขืนผสมมือแรงเดี๋ยวฟองยุบหมด แต่ก็ควรคนผสมให้เข้ากันดีจนป็นเนื้อเดียว ในขั้นนี้ส่วนผสมควรจะเหนียวนิดหน่อย ไม่ไหลเป็นน้ำนะคะ
4) เอาส่วนผสมใส่ถุงบีบ แล้วบีบเป็นลูกกลม ๆ ลงบนถาดอบคุกกี้ที่รองด้วยกระดาษลอกลายหรือกระดาษสำหรับอบคุกกี้ (กันคุกกี้ติดถาดค่ะ) ไม่ควรทากระดาษด้วยน้ำมันหรือเนยนะคะ เพราะเจ้าพวกนี้จะทำให้มาการ็องของเราแบนแต๊ดแต๋ ไม่อยู่ตัวเป็นคุกกี้ อีกอย่างใครบีบมือไม่แม่นแนะนำให้วาดรูปวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้วเป็นแบบก่อน (วาดที่ด้านล่างกระดาษนะคะ ด้านที่จะไม่โดนเนื้อขนมน่ะ) จากนั้นค่อยบีบส่วนผสมลงไปตามวงที่วาดไว้ จะได้คุกกี้มาการ็องที่ขนาดเท่า ๆ กันทุกอันอย่างมืออาชีพ
5) ตั้งคุกกี้พักไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 15 นาที - 1 ชั่วโมง เพื่อให้คุกกี้เกิดผิวเรียบแห้ง ๆ ก่อนและเพื่อให้ฟองอากาศออกบ้าง (อันนี้อาจเคาะก้นถาดช่วยก็ได้)
6) เอาเข้าอบที่ความร้อน 160 องศา เซลเซียส โดยเปิดฝาเตาอบแง้มไว้เล็กน้อย อบประมาณ 7 - 10 นาทีก็พอค่ะ ลองเช็คโดยเอาส้อมเคาะดู มาการ็องจะกรอบ ๆ ค่ะ เสร็จแล้วเอาออกจากเตาอบทิ้งให้เย็นสัก 10 นาที แล้วค่อยแกะออกจากกระดาษลอกลาย
7) ทำไส้โดยเอาช็อกโกแล็ตนมแบบเป็นแท่งที่เรากินนี่ล่ะค่ะมาละลาย ละลายในไมโครเวฟก็ได้ค่ะ แต่ต้องระวังใช้ไฟอ่อน ๆ และอย่านาน เอาออกมาคน ถ้ากลัวไส้แข็งไปก็เติมนมสักครึ่งช้อนก็ได้
8) ประกอบร่างคุกกี้เหมือนแซนด์วิชค่ะ เอาไส้ทาลงไปบนคุกกี้หนึ่งชิ้นแล้วเอาอีกชิ้นมาประกบด้านบน เสร็จแล้วนำเข้าตู้เย็นค่ะ จะกินก็ค่อยเอาออกมา มาการ็องจะกรอบนอกนุ่มใน เนื้อข้างในจะฉ่ำเล็กน้อย อร่อยสุด ๆ
ที่เห็นในรูปที่ลองทำจะมีหลากหลายแบบ เพราะว่าพอทำเป็นแล้วจินตนาการเริ่มบรรเจิด พลิกแพลงสูตรไปมาจนแตกแขนงหลายวาไรตี้
สีน้ำตาลอ่อนออกเหลืองที่เห็นในรูปคือ รสพิสตาชิโอ ก็ง่าย ๆ ใช้สูตรเดิมแต่เปลี่ยนเป็นถั่วพิสตาชิโอบด แทนอัลมอนด์บด
สีน้ำตาลเข้มคือรสช็อกโกแล็ต ทำได้โดยเติมผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ แร่งลงไปในส่วนผสมข้อ 1
สีเทา ๆ คือรสงาดำ ก็ใช้งาบดครึ่งถ้วย + อัลมอนด์บดครึ่งถ้วย ออกมาได้อย่างที่เห็นค่ะ
หวังว่าวันหนึ่งคงได้ทำให้ลูกกิน แล้วลูกเราก็จะบอกว่า "โอ้ว..คุณแม่ครับ มาการ็องของคุณแม่อร่อยที่สุดเลยครับ" .. อิอิอิอิ
September 12 คนท้องกับห้องน้ำวันนี้ย่างเข้าเดือนที่เจ็ด ก็มีปัญหาหนักอกหนักใจใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาให้สตรีมีครรภ์ อย่างดิชั้นต้องขบคิดหาทางแก้
ด้วยขนาดหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนประหนึ่งแบกลูกบอลชายหาดไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลานั้น ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวันของดิชั้นโดยเฉพาะยามปวดหนักปวดเบา ปัญหาที่ว่านี้สามารถแบ่งเป็นข้อ ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ ได้สองข้อด้วยกัน
1) ปัญหา - ใช้ส้วมซึมแบบนั่งยอง ๆ ไม่ได้ - คุณขาอย่าถามว่าทำไม ถ้าไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออกจริง ๆ ก็ลองเอาลูกบาสเก็ตบอลผูกติดกับท้องน้อยแล้วลองหาทางนั่งยอง ๆ ดูสิคะ แล้วจะรู้ว่ามันยากเย็นเหลือแสน แล้วทีนี้ห้องน้ำที่คณะดิชั้นดันมีแต่ส้วมซึมประเภทนี้เสียด้วยสิคะ ปวดท้องขึ้นมาทีไรเป็นเรื่องทุกที ปวดเบายังพอว่า ทนนั่งแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จ แต่ปวดหนักนี่สิคะ แทบอยากจะร้องไห้
ทางแก้ - ทุกปัญหามีทางออกค่ะคุณ.. ในยามคับขันข้าศึกบุกประชิด ประเมินแล้วว่าอดทนกลับไปเข้าที่บ้านไม่ได้แน่นอน ลองหันซ้ายแลขวา ท่านจะพบป้ายห้องน้ำสำหรับคนพิการค่ะ และห้องน้ำประเภทนี้จะเป็นชักโครกเสมอ (ไชโย) ต้องขอขอบคุณสถานที่ราชการไทยทุกแห่งมา ณ ที่นี้ด้วย ที่สร้างห้องน้ำสำหรับคนพิการไว้เสมอ สบายล่ะค่ะ ธรรมชาติเรียกร้องขึ้นมาทีไร ดิชั้นก็จะสวมวิญญาณเป็นคนพิการขึ้นมาทันที แหมก็คำว่าคนพิการในภาษาอังกฤษ คือ disable แปลว่า "ไม่สามารถ" นี่คะ แล้วบังเอิญดิชั้นก็ไม่สามารถอ่ะค่ะ.. ไม่สามารถนั่งยอง ๆ ได้ 55555
2) ปัญหา - เข้าห้องน้ำตามห้างไม่ค่อยได้ - อ่ะ..นึกไม่ออกล่ะสิว่าทำไม เคยสังเกตกันไหมคะว่าห้องน้ำในห้างเนี่ยเค้าจะทำเป็นห้อง ๆ หรือ cubicle เรียงกันเป็นตับ และเพื่อประหยัดพื้นที่ธุรกิจสำหรับทำมาหากิน cubicle เหล่านี้จึงมีขนาดเล็กเสียจนแมวดิ้นตายแทบจะไม่ได้ นี่ไม่ได้เว่อร์ ไปลองดูกันได้เลยทั้งที่พารากอน เอ็มโพเรียม เซ็นทรัล หรือมาบุญครอง (ดิชั้นลองมาหมดแล้ว) สังเกตดูสิคะเวลาเข้าห้องน้ำตามห้างเหล่านี้กว่าจะผ่านประตูเข้าไปในห้องน้ำไซส์ s ประเภทนี้ได้ต้องเอียงตัวแนบชิดติดผนังเป็นจิ้งจกกันเลยทีเดียว แล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นเมื่อดิชั้นตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนค่ะคุณ ไม่ว่าจะเอียงซ้าย เอียงขวา หรือกลั้นหายใจแขม่วพุงอย่างไรมันก็ยังผ่านประตูได้ยากค่ะ ..กลุ้ม
ทางแก้ - อันนี้ง่ายค่ะ เนื่องจากช่องว่างระหว่าบานประตูกับผนังมันแคบ ก็อย่าไปยืนขวางมันสิคะ เมื่อเข้าไปแล้วก็เดินเข้าไปให้สุดห้องน้ำ (อาจจะต้องยืนคร่อมถังขยะที่อยู่ตรงมุมสุด หรืออาจจะต้องนั่งบนชักโครกมันเสียเลย สุดแล้วแต่ดีไซน์ของห้องน้ำนั้น ๆ ค่ะ) เสร็จแล้วค่อยปิดประตูห้อง เพียงเท่านี้คนท้องอย่างดิชั้นก็สามารถเข้าใช้ห้องน้ำสาธารณะได้อย่างสบายเหมือนคนทั่วไป อิอิอิ...
August 30 What a kick!"ลูกดิ้น"
เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนประสบการณ์ใด ๆ ในโลก เป็นความรู้สึกที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะคาดเดาได้หากไม่เคยสัมผัสกับตัว การที่ได้รับรู้ว่ามีมนุษย์ตัวจิ๋ว ๆ นอนหลับสบายอยู่ในท้องของเรา รอรับความอบอุ่น อาหารและความรักจากเรา และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการปกป้องจากเราโดยแท้ มันช่างแสนวิเศษ ในเวลาตื่น เจ้ามนุษย์น้อย ๆ นี้จะขยับตัว เตะขา กางแขนให้เราได้รู้ว่าเขาสบายดีและมีความสุขจากการดูแลของเรา
ไม่ว่าการอุ้มท้องเก้าเดือนจะยากลำบากแค่ไหน ไม่ว่าน้ำหนักจะขึ้น ท้องจะแตกลาย ขาจะมีเซลลูไลท์ จะต้องงดกาแฟที่เคยชอบ ต้องกินนมที่เคยผะอืดผะอมทุกครั้งที่มองเห็น แม้จะนอนไม่ค่อยหลับในตอนกลางคืนเพราะอึดอัดท้องที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ฉี่เล็ดทุกครั้งที่จาม ท้องผู้เป็นอาจิณ ปวดหลัง เท้าบวม และอาการอีกสารพัดที่สาธยายได้ไม่หมด แต่มันก็คุ้ม แค่ได้รู้สึกถึงเจ้าตัวเล็กที่เตะหน้าท้องเราเบา ๆ ทุกเช้าที่เราตื่น ให้เราได้รู้ว่าเรากำลังทำทุกอย่างนี้เพื่อคน ๆ หนึ่งที่ต้องพึ่งพิงเราและจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้เลยหากไม่มีเรา
อยากให้ผู้หญิงทุกคนได้มีโอกาสอุ้มท้องและเป็นแม่
You wouldn't give up a chance to experience the most wonderful thing in the world, would you?
What a kick!
วาฬน้อยสู้ ๆตั้งแต่ท้องก็กินเอากินเอาเหมือนโดนปอบเข้าสิง แม้จะบอกว่าไม่แพ้ท้อง แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่นึกอยากกินบ่อยเป็นพิเศษทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยชอบ
แม้จะยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อก็คงเดาได้ไม่ยากว่าไอ้ลูกในท้องคนนี้มันต้องเป็นเด็กฝรั่งแน่นอน เพราะมันทำให้รสนิยมการกินของแม่ปั่นป่วนผันผวนไปหมด จากที่เคยจกข้าวเหนียว โซ้ยส้มตำ ลาบหมู ซุบหน่อไม้ วันนี้ดิชั้นเปลี่ยนไปแล้วฮ่ะ
ตั้งแต่ตั้งท้องลูกคนนี้มาได้หกเดือน ตื่นเช้ามาเป็นต้องเรียกหา apple-cinnamon muffin กินคู่กับนมอุ่น ๆ สักแก้ว เที่ยงเป็นต้องแวะเข้าร้าน au bon pain หาแซนด์วิช หรือสลัดอร่อย ๆ หรือไม่ก็ครีมซุปร้อน ๆ กิน ตกเย็นถ้าไม่มีพาสต้าหรือพิซซ่าตกถึงท้องเป็นนอนไม่หลับ เป็นเยี่ยงนี้มาแรมเดือน แถมระหว่างมื้อนี่ยังอยากกินขนมนมเนยจุบจิบเสียอีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่ขนมเบื้อง ฝอยทอง โตเกียว หรือลอดช่องนะคะ เพราะเป็นลูกฝรั่งค่ะคุณ ต้องเป็นคุกกี้ เค้กหรือไอศครีมเท่านั้น แปลกมาก ๆ เพราะปกติแล้วดิชั้นไม่ชอบทานไอศครีมเอาเสียเลย แต่พอท้องแล้วกินเอากินเอา
งานนี้ลูกอิ่มอร่อยแต่แม่แย่อ่ะ น้ำหนักเพิ่มเอา ๆ ก็ไอ้เจ้าอาหารตามรสนิยมของลูกในท้องเนี่ยมันไม่ได้เอื้อต่อการรักษาหุ่นเอาเสียเลย ตอนแรกก็ยังไม่คิดอะไร เอาน่า ก็คนมันท้อง มันก็ต้องอ้วนบ้างล่ะ ถือเสียว่าถ้าสามีไม่ว่าอะไรก็คงไม่ต้องควบคุมอาหารมั้ง จนสายวันหนึ่งในขณะที่ดิชั้นกำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง (ทั้งอ้วนทั้งขี้เกียจอ่ะ จะเที่ยงแล้วยังไม่ยอมลุก) สามีได้เดินเข้ามาปลุกโดยพูดว่า "It's time to get up, Little Whale!" โอ้ว...... พระเจ้าช่วย เค้าเรียกดิชั้นว่า whale ค่ะคุณ.. whlae นะคะ วาฬนะคะนั่น ดิชั้นตกใจแทบสิ้นสติ สามีหนอสามีช่างปากคอเราะร้าย เรียกเราว่าปลาวาฬได้ลงคอ น้ำหนักขึ้นแค่สิบกิโลเองอ่ะ ไม่ได้การฮ่ะ ช่วงนี้เลยฟิตไปว่ายน้ำทุกสุดสัปดาห์ (แต่ก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมการกินประหนึ่งปอบลงเช่นเดิม ก็มันหิวตลอดอ่ะตัวเอง) หวังว่าคงเรียกคะแนนนิยมจากสามีกลับมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
July 18 เรื่องไม่จริ๊ง..ไม่จริงเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ใครที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนจะตั้งครรภ์นี่ต้องทำหูให้หนักไว้เลยนะคะเพราะว่าแต่ละวันคุณจะต้องได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างและคำแนะนำต่าง ๆ นานาจากคนรอบข้าง จริงบ้างเท็จบ้าง ทำเอาเครียดได้ง่าย ๆ ค่ะ 5 ข้อนี้เป็นตัวอย่างที่อะฮั้นประสบพบมากับตัวฮ่ะว่าไม่จริ๊ง-ไม่จริงแน่นอน
1. "อาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนเช้า" ไม่จริงค่ะคุณ การแพ้ท้องแม้จะถูกเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า morning sickness แต่มันไม่ได้เป็นเฉพาะตอนเช้าฮ่ะ มันพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น และดึก ๆ โประเตรียมถุงอาเจียนไว้ใกล้มือตลอดเวลาเถิด
2. "ผู้หญิงท้องจะมีผิวพรรณเปล่งปลั่งและเส้นผมเงางาม" ถ้าจริงแล้วทำไมดิชั้นหน้าสิวปรุอย่างนี้ล่ะคะคุณ??
3. "โอ้ว... เธอยังสวยเหมือนเดิม แค่มีพุงใหญ่ขึ้น ไม่ได้อ้วนขึ้นตรงไหนเลย" เป็นคำพูดที่คนท้องอยากฟังมากที่สุด แต่ขอโทษค่ะที่ต้องบอกว่ามันไม่จริง เพราะคุณจะอ้วนขึ้นทุกส่วนนั่นล่ะค่ะตั้งแต่ใบหน้ากลมบ๊อกจนเห็นคางสามชั้น ท่อนแขนอันล่ำสัน ไปถึงสะโพกและต้นขามหึมา ยอมรับมันเถอะค่ะ ถึงจะชอกช้ำหน่อยเวลาส่องกระจกแต่ก็อย่าลืมเตือนตัวเองถึงกฏฟิสิกส์พื้นฐานข้อที่ว่า "วัตถุในกระจกจะดูใหญ่กว่าความเป็นจริง" แค่นี้ก็สบายใจแล้วค่ะ
4. "หน้าอกหน้าใจของคุณจะเพิ่มขนาดใหญ่มหึมาบิ๊กบึ้ม" อืม.. ข้อนี้เป็นจริงค่ะ ใครจะเชื่อล่ะคะว่าสาวคัพเอตลอดกาลอย่างดิชั้นจะมีวาสนาได้ซื้อยกทรงคัพซีมาใส่กะเค้าด้วย แต่คุณคะอย่าเพิ่งตีปีกค่ะ ลองนึกถึงวันที่หน้าอกคุณต้องนั่งแหมะอยู่บนพุงหลาม ๆ ของคุณดูสิคะ คัพซีก็คัพซีเถอะ เล็กไปถนัดใจค่ะ
5. "การตั้งครรภ์ทำให้ผู้ชายกับผู้หญิงใกล้ชิดกันมากขึ้น" ...เอ่อ.. หมายถึงดิชั้นกับคุณหมอสูติฯ ของดิชั้นเหรอคะ???
คันพุงเมื่อย่างเข้าเดือนที่ห้า อาการอันไม่พึงประสงค์อย่างแรกที่มาเยือนก็คืออาการ "คันพุง" อันเนื่องมาจากหน้าท้องที่ขยายใหญ่แบบวันต่อวันจนแทบปริ (น้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละครึ่งกิโลค่ะคุณ!!) อาการนี้จะคล้าย ๆ อาการคันยุบยิบยามผิวหนังแห้งกร้านในหน้าหนาว เนื่องจากผิวหนังปริแตกและกำลังจะเกิดริ้วรอยที่เรียกว่าท้องลาย ไอ้เส้นสีอ่อน ๆ จาง ๆ บนพุงนี่แหละที่สร้างความอกสั่นขวัญผวาให้แก่คุณแม่มือใหม่ทุกคนอย่างหาที่เปรียบมิได้ (จะเป็นรองก็แต่ความกลัวการคลอดลูกเท่านั้นแหละ) ค่าที่ว่าหากท้องลายแล้วก็หมดโอกาสใส่บิกินี่สวย ๆ เดินอวดโฉมตามชายหาดเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ดิชั้นต้องดั้นด้นหาผลิตภัณฑ์สารพัดที่บรรยายสรรพคุณในการป้องกันท้องลายมาทาไว้แต่เนิ่น ๆ เลย ตอนนี้กำลังใช้ครีม Biovergeture ของ Biotherm อยู่ ทาบ่อย ๆ สักวันละสองสามครั้งก็ช่วยลดอาการคันไปได้มากโข แต่ไม่รู้ว่าจะป้องกันท้องลายได้จริงแท้ประการใด เอาเป็นว่าถึงวันคลอดแล้วได้ผลไม่ได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ท่านผู้อ่านทราบอีกที
หลอดเล็ก ๆ ที่ใช้เดือนเดียวหมดนี่ไม่ใช่ถูก ๆ นะคะคุณ ตั้ง 1,500 แต่ที่ต้องซื้อยี่ห้อนี้เพราะว่ามันเป็นยี่ห้อเดียวที่โอ้อวดสรรพคุณว่าปลอดภัยต่อลูกในครรภ์ ถือซะว่าลงทุนเพื่อลูก ดีกว่าแม่ท้องเรียบเนียนสวยแต่ลูกออกมามีสามขาเนอะ
July 12 สตรีมีครรภ์ผู้วิกลจริตอ่านหัวข้อแล้วไม่ต้องงงว่าหล่อนผู้นั้นเป็นใคร อะฮั้นเองล่ะค่ะ ตั้งแต่โดนอาจารย์จอห์นเสกเด็กเข้าท้อง อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป ท้องมันก็โตขึ้นทุกวัน ๆ จิตใจก็แปรปรวนบ่อยเสียยิ่งกว่าอากาศเมืองไทย ใครที่ดูละครเรื่องอุ้มรักแล้วเห็นนางเอกอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวหงุดหงิด เดี๋ยวกลัว เดี๋ยวร้องไห้ อย่าไปหาว่าเธอเว่อร์ เมื่อคุณท้องเองแล้วจะรู้ว่ามันเป็นตามนั้นจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เดือนนี้เดือนที่สี่แล้วอาการหงุดหงิดขี้โมโหคล้ายหญิงวิกลจริตลดลงไปบ้างจนเกือบถึงระดับปกติ แต่ความกลัว ความน้อยใจและอาการบ่อน้ำตาตื้นยังคงอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ไม่อยากจะบอกว่าดิชั้นนั่งร้องไห้ประหนึ่งญาติเสียเพียงเพราะถูกสามีห้ามไม่ให้กินช็อกโกแล็ต ดูเอาเถิดว่าเป็นเอามากถึงเพียงนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องไปทำไม ก็เค้าน้อยใจอ่ะตัวเอง ไม่รักเค้าเหรอถึงห้ามเค้ากินขนม... ทำนองนั้น
ช่วงการตั้งครรภ์นี้ถือว่าเป็นช่วงวัดใจสามีโดยแท้ มีทั้งร้องไห้ตีโพยตีพาย โวยวายบ้านแทบแตก ขว้างปาข้าวของใส่บ้าง ไล่สามีออกไปนอนข้างนอกห้องบ้าง (จริง!) แล้วก็ต้องซาบซึ้งกับน้ำใจสามีที่มีจิตใจหนักแน่นเป็นหินผา พึ่งพาได้ยามเมียเสียสติ เข้าใจตลอด ไม่เคยบ่น ไม่เคยงอน แถมเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ เห็นอย่างนี้แล้วอยากจะท้องมันหัวปีท้ายปีไปเลย
กลับมาแว้วววว....ไม่ได้มาอัพบล็อกนาน จนกลายเป็นบล็อกร้าง ยุงลายมาวางไข่จนกลายเป็นแหล่งระบาดของไข้เลือดออกไปแล้ว
วันนี้เมื่อมีเวลาว่างเว้นจากการทำทีสิส (เพราะเครื่องมือมันเจ๊งไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องรอช่างจากฮ่องกงมาซ่อมอย่างเดียว จะจบมั้ยเนี่ยตู) เลยขอเขียนอัพเดทชีวิตเสียหน่อย
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีอย่างสุดซึ้งกับน้อง Sebastian นักโต้วาทีคนเก่งเด็กสร้างของอาจารย์จอห์นสามีดิชั้นเอง ที่สอบผ่านโครงการเรือเยาวชน ได้มาเป็น TPY รุ่น 34 อย่างเต็มภาคภูมิ นาน ๆ ทีจะมี TPY หน้าตาฝรั่ง ๆ ไปขึ้นเรือบ้างก็ดีเหมือนกันเนอะ ว่าแต่ใครอยากคุยกับน้องเค้า รบกวนคุยเป็นภาษาอังกฤษก็ดีนะคะเพราะน้องเค้าพูดไทยไม่ค่อยเก่ง แบบว่าอยู่ที่บ้านถ้าไม่พูดภาษาอังกฤษก็เว้าภาษาอีสานอย่างเดียวเด้อ..5555
ช่วงนี้มีเวลาว่างมาก เลยได้ทีไปบุกร้านคิโนะคุนิยะ ได้หนังสือ (ที่คาดว่าจะ) ดีมา 5 เล่ม ได้แก่
1. The Handmaid's Tale (เขียนโดย Atwood)
1. The Road (เขียนโดย Cormac McCarthy)
3. Water for Elephants (เขียนโดย Sara Gruen)
4. The Time Teaveler's Wife (เขียนโดย Audrey Niffenegger)
5. The Kite Runner (เขียนโดย Khaled Hosseini)
ที่ร่ายมาทั้งหมดนี้เพิ่งอ่านจบไปเรื่องแรกเล่มเดียว (อ่านคำวิจารณ์ได้ที่มุมหนังสือน่าอ่านข้าง ๆ นี้จ้า) เล่มที่สองเพิ่งได้ครึ่งเล่ม แต่กว่าเครื่องมือที่แล็บจะซ่อมเสร็จ กว่าจะได้กลับไปทำทีสิส ก็คงอ่านจบทั้งกองได้ไม่ยาก นี่ยังไม่รวมว่าอาทิตย์หน้า แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายจะวางแผงนะ ช่วงนี้ใครอย่ามาชวนไปข้างนอกเสียให้ยาก ไม่ไปแน่ ขอนอนแช่อ่านหนังสือเพลิน ๆ ดีกว่า
|
|
|||||||||||||||||||||||||
|
|